AIS ผนึก ปภ. และ กสทช. ลงพื้นที่หาดใหญ่ เตรียมความพร้อมโครงข่ายสื่อสารเชิงรุก  พร้อมจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติและทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน 

17 กรกฎาคม 2569 

AIS ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และสำนักงาน กสทช. ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อสำรวจความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและร่วมวางแผนยกระดับโครงข่ายสื่อสารให้พร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ การลงพื้นที่ครั้งนี้ ครอบคลุมการตรวจสอบสถานีฐานและโครงข่ายในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการปรับปรุงสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยให้มีระดับความสูงเพิ่มขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วมและรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการ พร้อมร่วมสังเกตการณ์การฝึกบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติด้านสาธารณภัย เพื่อทดสอบการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และยกระดับความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 


โดย AIS เตรียมความพร้อมของโครงข่ายแบบครบวงจร ทั้งสถานีฐานเคลื่อนที่ ระบบสื่อสารสำรองผ่านดาวเทียมจากความร่วมมือกับไทยคม และระบบไฟฟ้าสำรองประจำสถานีฐาน เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการในกรณีที่โครงข่ายภาคพื้นดินหรือระบบไฟฟ้าได้รับผลกระทบ พร้อมนำ AI มาใช้เฝ้าระวังและวิเคราะห์ความผิดปกติของโครงข่าย ผ่าน Network Monitoring และ Command Center ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมโยงกับระบบ Early Warning ในพื้นที่ เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว 


AIS ยังคงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับภาครัฐและทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ ยกระดับความพร้อมของโครงข่ายโทรคมนาคม และทำหน้าที่เป็นเครือข่ายที่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงการสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญที่การสื่อสารมีส่วนต่อการช่วยเหลือชีวิต การประสานงาน และการบริหารจัดการภัยพิบัติ 

นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับเมืองทองธานี Smart & Connected City ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการเมือง แต่คือการทำให้ทั้งเมืองทำงานได้ฉลาดขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อยกระดับประสบการณ์และคุณภาพชีวิตของทุกคนในพื้นที่ ดิจิทัลและเทคโนโลยีจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แนวคิด Live–Work–Play–Learn เกิดขึ้นได้จริง โดยเชื่อมโยงการอยู่อาศัย การทำงาน ความบันเทิง และการเรียนรู้ให้ต่อเนื่องกัน ทำให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูล บริการ กิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้สะดวกและตรงกับความต้องการมากขึ้น ในด้านการศึกษา เทคโนโลยีจะช่วยเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถนำดิจิทัลมาต่อยอดบริการ เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ส่วนการบริหารเมือง เทคโนโลยีอย่าง Smart AI CCTV, Smart Traffic Management System และระบบข้อมูล จะช่วยให้เมืองทองธานีปลอดภัย คล่องตัว และรองรับผู้คนจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือกับ AIS จึงเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเมืองทองธานีสู่การเป็น Hub Connectivity City ที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิต การทำงาน ความบันเทิง การเรียนรู้ และโอกาสทางธุรกิจไว้ในเมืองเดียวอย่างเป็นรูปธรรม” 
 
นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS มองว่าความร่วมมือครั้งนี้คือการต่อยอดบทบาทของเราในฐานะ National Intelligent Infrastructure จากผู้ให้บริการเครือข่าย สู่การเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานให้เมือง ธุรกิจ และผู้คนเติบโตไปพร้อมกันบนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พร้อม เชื่อถือได้ และปลอดภัย หัวใจสำคัญของ Muang Thong NEXT คือการทำให้เทคโนโลยีอยู่เบื้องหลังทุกประสบการณ์ของเมืองอย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่การรองรับผู้ชมหลักหมื่นในคอนเสิร์ตและอีเวนต์ การใช้ Cloud และ AI ในภาคธุรกิจ ไปจนถึง Smart Living, Telemedicine, Smart Parking, Virtual Classroom และ Cyber Security เพื่อให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น การบริหารพื้นที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าใจผู้ใช้บริการ ออกแบบบริการใหม่ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากกว่าเดิม สำหรับ AIS ความสำเร็จของเมืองอัจฉริยะไม่ได้วัดจากจำนวนเทคโนโลยีที่นำมาใช้ แต่ต้องวัดจากประโยชน์ที่ผู้คนสัมผัสได้จริง ตั้งแต่การเดินทาง การใช้ชีวิต การทำงาน ไปจนถึงการเข้าถึงบริการและประสบการณ์ใหม่ ๆ ภายในเมือง บทบาทของ AIS จึงไม่ใช่เพียงการเชื่อมต่อระบบ แต่คือการเชื่อมโยงเครือข่าย ข้อมูล และศักยภาพของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันเมืองทองธานีสู่การเป็นต้นแบบ Smart & Connected City ที่สร้างคุณค่าให้กับผู้คน ธุรกิจ และเศรษฐกิจเมืองได้อย่างยั่งยืน” 
 
การยกระดับครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือความร่วมมือในการออกแบบระบบนิเวศเมืองรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ การศึกษา การใช้ชีวิต และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ และช่วยเปลี่ยนศักยภาพของพื้นที่เมืองทองธานีกว่า 4,000 ไร่ ให้กลายเป็นประสบการณ์และโอกาสใหม่ที่ผู้คนและภาคธุรกิจสามารถสัมผัสได้จริง พร้อมผลักดันเมืองทองธานีจากศูนย์กลางการจัดงานระดับประเทศ สู่ Hub Connectivity City และพื้นที่เศรษฐกิจอัจฉริยะแห่งอนาคต ที่สร้างคุณค่าให้กับเมือง ชุมชน จังหวัดนนทบุรี และประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม